จะบอกพ่อแม่ยังไงว่าท้อง

จะบอกพ่อแม่ยังไงดีว่าท้อง

เมื่อวันนั้นมาถึงจริง ๆ ไม่ว่าแฟนของคุณจะอยู่ข้างๆคุณ หรือจะทิ้งคุณไปแล้วก็ตาม เชื่อว่าทุกคนมีเรื่องที่กำลังหนักใจอยู่แค่อย่างเดียว ก็คือ “จะบอกพ่อกับแม่ยังไงดีว่าเราท้อง” เราอาจจะกล้าบอกเรื่องนี้กับเพื่อนสนิททุกคน แต่กับคนที่เป็นห่วงและคาดหวังในตัวของเรามากที่สุด การที่จะเอ่ยประโยคที่รู้ทั้งรู้ว่าจะทำให้ท่านทั้งสองต้องเสียใจ และผิดหวังในตัวของเรา มันยากจนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

เมื่อตรวจการตั้งครรภ์และมั่นใจแล้วว่า เราตั้งท้องแน่นอน หากยังคิดอะไรไม่ออก อยากให้ลองพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้นำเสนอให้ และลองเลือกและนำไปปรับใช้กับข้อที่คุณคิดว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณให้มากที่สุดดูนะคะ เราเชื่อว่า ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

1. อยากให้วางคำตอบสำคัญไว้อย่างหนึ่งว่า “ฉันจะไม่เอาเด็กออก”

หลายๆคนที่กำลังมีปัญหาเดียวกันอยู่นี้ มักจะคิดวกวนไปมา ในทุกๆเรื่อง แต่สุดท้ายก็วนกลับมาถึงคำถามที่ว่า จะเอาเด็กออกดีไหม อยู่ตลอด

บางครั้งมันอาจจะเป็นเรื่องที่ดี และเหมาะสมที่สุด ที่จะเอาเด็กออก แต่อยากให้คุณคิดสักนิดว่า เด็กที่อุตส่าห์ได้กำเนิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าเขาจะเกิดมาในเวลาที่คุณยังไม่พร้อม หรือคุณจะไม่ต้องการเขาเลยก็ตาม เราก็ไม่อยากจะให้คุณต้องพรากชีวิตเขาไปจากโลกใบนี้จริง ๆ นะ

ถ้าคุณเชื่อเรื่องเวรกรรมอยู่บ้าง มันเป็นบาปอย่างมากเลย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ หรืออิสลามก็ตาม ขนาดสัตว์เลี้ยง คุณยังรัก และยังเสียน้ำตาให้กับมัน เวลาที่มันจากไป แต่ทารกในท้องของคุณ เป็นถึงเลือดเนื้อเชื้อไข ลูกแท้ ๆ ที่กำลังรอความรักจากคุณอยู่ คุณน่าจะรักเขา อย่างน้อยก็เท่ากับที่รักสัตว์เลี้ยงของคุณก็ยังดีนะ

และเชื่อไหมว่า เมื่อคุณมีคำตอบสำคัญเอาไว้ในใจแล้วว่า “ฉันจะเก็บเด็กคนนี้ไว้” เรื่องทางใจ และปัญหาที่กลัดกลุ้มทั้งหมดของคุณ มันจะง่ายขึ้นเยอะเลย

2. คิดและแก้ปัญหาทีละอย่าง

ในยามที่คุณกำลังมืดมิด แล้วมีปัญหาถาโถมเข้ามา คุณจะรู้สึกว่าทำไมปัญหามันช่างเยอะขนาดนี้ ไหนจะแฟนทิ้งไป ไหนเรื่องเรียนที่ยังเรียนไม่จบ ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกวันข้างหน้า และปัญหาที่หนักที่สุดก็คือจะบอกพ่อแม่ยังไงดีว่าเราท้อง แล้วเขาจะเสียใจแค่ไหน เขาจะทำอย่างไร…..

วิธีที่เราจะผ่านมันไปได้ ก็คือจะต้องเริ่มคิดทีละอย่าง และแก้ปัญหาให้จบทีละอย่างไป และเมื่อแก้ปัญหาจบแล้วก็ทิ้งปัญหานั้นไว้ ไม่ต้องกลับไปสนใจมันอีก

วิธีการง่ายๆ ก็คือการเขียนปัญหาออกมา เป็นข้อ ๆ แล้วเมื่อเขียนเสร็จแล้ว คุณจะพบว่า ปัญหาที่ต้องแก้ของคุณมีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง เช่น

  • แฟนทิ้งไป ทำไมแฟนทิ้งไป ทำไมเขาไม่รักเราจริง ….
  • ยังเรียนไม่จบ
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลลูก
  • ทำไมต้องตอนนี้ เรายังไม่พร้อมเลย
  • จะบอกพ่อแม่ยังไง
  • จะทำยังไงดี ถ้าพ่อแม่ไม่ให้อภัย

แล้วต่อไป เราลองมาเขียนวิธีแก้ปัญหากัน แต่ต้องอย่าลืมนะ ว่าคิดอย่างหนึ่งแล้ว ก็ขอให้ถือว่าปัญหานั้นจบไปแล้ว และคุณจะยึดแนวทางแก้ปัญหาไว้ โดยไม่กลับมาเหลียวแลมันอีก

(1) แฟนทิ้งไป

ปัญหานี้ เราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่ปัญหาที่เราแก้ได้ ทุกอย่างอยู่ที่ผู้ชาย แต่ก็อยากจะบอกให้คุณเข้าใจว่า ผู้ชายเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ ยังไม่มีความรับผิดชอบพอ เค้าก็ขาดคุณสมบัติที่จะดูแลคุณและลูกจริง ๆ นั่นแหละ

คุณอาจจะคิดต่อไปว่า แล้วจะทำอย่างไร ถ้าลูกไม่มีพ่อ อยากให้คุณรู้ไว้สักนิดว่า ในประเทศไทยเรา มีผู้หญิงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่มากมาย ทุกคนเคยผ่านจุดที่ทุกข์ที่สุดมาแล้วทั้งนั้น และสุดท้าย ทุกคนก็ต่างบอกเหมือนกันหมดว่า โชคดีที่ให้เค้าเกิดมา โชคดีถึงแม้จะต้องเลี้ยงคนเดียวก็ตาม

(2) ยังเรียนไม่จบ

ถ้าคุณตั้งใจที่จะเก็บลูกไว้แล้ว วิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้มีหลายวิธี กรณีที่คุณยังไม่จบ ม.6 คุณอาจจะยอมเสียเวลา 1-2 ปี จากนั้นค่อยกลับไปเรียน กศน. ให้จบ ม.6 และอาจจะลงเรียนมหาวิทยาลัยเปิด อย่างรามคำแหง เพื่อต่อปริญญาตรี ในขณะทำงานไปด้วยก็ได้ ถึงแม้จะไม่ใช่ทางราบรื่นอย่างที่หวังไว้ แต่เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว คุณก็ต้องเพิ่มพลังกายและพลังใจ ฟันฝ่ามันไปให้ได้

นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้กระทรวงศึกษา เค้าก็ได้ประกาศออกมาแล้วว่า ห้ามไล่นักเรียนที่ตั้งครรภ์ออก ทั้งในระดับมัธยม พาณิชย์ อนุปริญญา และปริญญาตรี โดยสามารถขอหยุดพักการศึกษาชั่วคราวในระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด เพื่อดูแลบัตรตามความเหมาะสมก่อนได้

สำหรับข้อนี้ เราเชื่อว่าคุณแก้ปัญหาและผ่านพ้นมันไปได้แน่นอน

(3) ค่าใช้จ่ายในการดูแลลูก

เคยมีรุ่นพี่เคยบอกผู้เขียนว่า “เชื่อเถอะว่า ยังไงก็เลี้ยงได้ อย่าไปคิดมากว่าจะหาไม่พอเลย” แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คุณลองมองคนใกล้ ๆ บ้านคุณดู หรือลองดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาตามท้องถนนมากมาย แม้แต่คนที่จนมากขนาดไหน ก็ไม่ให้จะมีลูกใครอดตาย หรือเลี้ยงไม่โตให้เห็นเลย วันนี้คุณไม่มีเงิน พ่อแม่คุณก็หาเงินไม่พอ แต่เดี๋ยวคุณก็จะมีพลังกายพลังใจเพิ่มอีกเยอะ และก็หาเงินได้เก่งขึ้นอย่างแน่นอน

(4) ทำไมต้องตอนนี้ เรายังไม่พร้อมเลย

ในโลกนี้ คงไม่มีอะไรมาพร้อมกับที่เราคาดหวังไปซะทุกอย่าง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว เรามีหน้าที่แค่ เผชิญกับมัน และผ่านมันไปให้ได้

วันนี้คุณอาจจะเป็นดอกหญ้าที่โดนพายุซัดจนต้นเอนเกือบล้ม แต่เมื่อพายุผ่านไป ดอกหญ้าก็จะค่อยๆ เอนกายกลับมา ตั้งเบ่งบานรับแสงพระอาทิตย์อีกครั้งอยู่เสมอ และเชื่อเถอะว่า ในโลกนี้ ไม่มีพายุที่จะซัดได้ตลอดทั้งปีทั้งชาติอย่างแน่นอน ฟ้าจะต้องสว่าง และให้แสงกับคุณแน่ ๆ เพียงแค่กัดฟันรอเวลาเท่านั้น

3. อย่ารอ

หลังจากที่คุณทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว ไม่เกิน 1 อาทิตย์ คุณอาจจะตรวจตั้งครรภ์ซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจ โดยซื้อแผ่นตรวจที่ไว้ใจได้ อาจจะจากเภสัชใกล้บ้าน แล้วตรวจซ้ำอีกครั้ง ถ้าผลยังเหมือนเดิม ให้เตรียมที่จะบอกคุณพ่อคุณแม่ได้เลย การรอไป ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำให้คุณต้องกลุ้มใจมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

4. เข้าใจพ่อแม่สักนิด

ในความคิดของคุณ คุณอาจจะคิดว่า การที่คุณตั้งครรภ์ในตอนนี้ จะต้องทำให้พ่อแม่เสียใจอย่างแน่นอน อยากจะบอกว่านั่นก็จริงแค่ส่วนเดียว

เพราะว่า การที่พ่อแม่รู้สึกเสียใจนั้น ไม่ได้รู้สึกเสียใจที่คุณท้องหรอก แต่เป็นความ “เสียใจที่ลูกสาวที่พวกเค้ารักมาก พลาดพลั้งไปโดยเค้าไม่ได้ดูแลคุณอย่างเพียงพอเสียมากกว่า”

ถ้าพ่อแม่สามารถย้อนเวลาไปได้ เค้าคงอยากสอนคุณให้มากกว่านี้ อยากให้คุณรู้จักกับความรักที่แท้จริงมากกว่านี้ คงอยากจะสอนว่า ในวัยอายุเท่านี้ โอกาสที่จะรักกันไปนาน ๆ มันน้อยนะลูก และเค้าก็ไม่อยากให้ลูกสาวที่เค้าดูแลอย่างดีมาตลอด ต้องมาเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่ ในวัยแค่นี้

ไม่ว่าพ่อแม่คุณจะเลี้ยงดูคุณมาในแบบใด แต่เชื่อว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่ในโลกนี้ ก็ล้วนคิดอย่างนี้กันทั้งนั้น ไม่มีใครจะไม่ให้อภัยลูกในเรื่องนี้หรอกนะ อยากให้คุณเชื่อได้เลย

เมื่อคุณเข้าใจตรงจุดนี้แล้ว ทีนี้ก็ได้เวลา ที่เราจะต้องบอกความจริงกับพวกท่านแล้วล่ะ

5. จะบอกพ่อแม่ยังไงว่าเราท้อง

หลายๆคนได้แก้ปัญหา 4 ข้อแรกโดยแทบไม่ต้องคิด แต่ปัญหาข้อใหญ่ที่สุด ก็คือว่าจะบอกพ่อแม่ยังไงดี ซึ่งคำตอบและวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละคนไม่มีทางเหมือนกันได้เลย เนื่องจากพ่อแม่แต่ละคน มีอุปนิสัยที่แตกต่างกันไป บางคนพ่อดุแต่แม่ใจดี บางคนแม่ใจดีแต่พ่อดุ เราจะขอให้แนวทางบางส่วน เอาไว้ให้คุณลองพิจารณาเรื่องนำไปใช้กันดูนะคะ

>> เลือกบอกพ่อหรือแม่ก่อน

ตามหลักโดยปกติแล้ว “แม่” จะค่อนข้างเข้มงวดกับลูกสาวเป็นพิเศษ เวลาที่ทำผิดอะไร แม่ก็มักจะบ่นมากกว่า ส่วน “พ่อ” ไม่ว่าพ่อของคุณจะดุ เข้มงวด หรือว่าเป็นพ่อที่ใจดีตามใจคุณทุกเรื่องก็ตาม แต่ก็มักจะเป็นคนที่ให้อภัยในยามที่คุณทำอะไรผิด ได้ง่ายกว่า และยอมรับเรื่องราวได้ดีกว่าแม่อยู่นิด ๆ

ดังนั้นแล้ว ในเรื่องนี้คุณอาจจะต้อง ลองพิจารณาว่า ในบ้านคุณสนิทกับคุณพ่อหรือคุณแม่มากกว่ากัน ใครที่แลดูจะยอมรับ และเป็นคนที่นำเรื่องราวไปบอกอีกฝ่ายได้ ก็ให้คุณไปคุยกับฝ่ายนั้นดู

ในกรณีที่พ่อกับแม่ ดุพอ ๆ กัน ก็อาจจะต้องเชื่อตามหลักการที่ว่า ผู้ชายเป็นเพศที่ใช้สมองในการตัดสินใจเหตุการณ์มากกว่าใช้อารมณ์ แล้วลองคุยกับคุณพ่อดูก่อนแทน

>> ดูโรคประจำตัวของพวกท่านด้วย

ถ้าคุณยังอายุไม่ถึง 20 ข่าวนี้อาจจะเป็นข่าวแรกที่ทำให้ท่านตกใจมาก ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาชีวิต ดังนั้นแล้วในการที่จะบอก ควรจะดูด้วยว่าคุณพ่อคุณแม่มีโรคประจำตัวอะไรไหม โดยเฉพาะสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคความดันสูงมาก ๆ จนถึงขั้นเคยเข้าโรงพยาบาลมาแล้ว ให้คุณเลือกที่จะบอกกับอีกฝ่ายก่อนแทน เพื่อให้เค้าช่วยตัดสินใจอีกคน

>> เลือกช่วงเวลาตอนเช้า-สาย

หลายคนอาจจะคิดว่า ช่วงเวลากลางคืนหลังจากเลิกงานของคุณพ่อคุณแม่แล้ว ก็เป็นเวลาที่ควรบอกข่าวนี้ แต่ถ้าคุณลองคิดในมุมของพ่อแม่ดูบ้าง ว่าเมื่อรู้ข่าวในช่วงเย็น-ดึกแล้ว อาจจะนอนไม่หลับไปทั้งคืน อีกทั้งสมองก็ล้ามาทั้งวันแล้ว อยากจะคิดอยากจะปรึกษากันตอนนั้น ก็ทำไม่ได้

คุณอาจจะคิดว่า บอกพ่อแม่ตอนกลางคืนสิดี เพราะบอกเสร็จ แล้วก็โดนบ่นไม่นาน แล้วก็ไปนอนได้ เหมือนกับทิ้งระเบิดตูมไว้ แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน คุณก็สบายใจที่ได้บอก แล้วก็หมดทุกข์ไป แต่พ่อกับแม่ของคุณยังนอนตาค้าง ดีไม่ดี จะพาลป่วยไข้กันไปด้วย

ดังนั้นแล้ว ลองเลือกช่วงเวลาเช้า-บ่าย ถ้าคุณพ่อคุณแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ก็อาจจะดูวันเสาร์-อาทิตย์ แล้วก็เริ่มต้นบอกกับพวกท่านไป ถึงจะโดนบ่นอย่างไรก็ตาม แต่ว่าก็ยังมีคนช่วยแก้ปัญหา และก็จะทำให้เรื่องราวทั้งหมดจบภายใน 1-2 วันเท่านั้น

>> ยอมฟังที่ท่านบ่น และขอโทษ

โลกนี้มันคงไม่ได้สวยหรูไปทุกอย่าง บางคนบอกแล้ว พ่อแม่เข้าใจเลย คุยกันชั่วโมงเดียวก็จบแล้ว บางคนอาจจะถูกคุณแม่ตบตีบ้าง บางคนอาจจะถูกคุณพ่อคุณแม่โกรธเป็นอาทิตย์ ๆ

ลูกทุกๆคน คงอยากจะบอกคำว่า “ขอโทษ” แต่เราไม่อยากให้ลองพูดอีกคำหนึ่งด้วยว่า “หนูไม่ดีเอง ที่ไม่เชื่อที่พ่อแม่สอน หนูผิดไปแล้ว ต่อไปนี้หนูจะเป็นลูกที่ดี และเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่าง พ่อแม่อภัยให้หนูด้วยนะ” คืออย่างน้อย ถ้าคุณรู้สึกอย่างนี้ และได้พูดออกไปตรง ๆ ก็จะทำให้ท่านได้รู้สึกว่า ท่านพยายามที่จะสอนแล้วนะ ท่านดูแลเราดีมากแล้วนะ ไม่ได้เป็นความผิดของท่านเลย เราเป็นคนผิดเองที่ไม่เชื่อฟัง และพร้อมที่จะปรับปรุงตัว และเริ่มใหม่ไปด้วยกัน ก็จะพอช่วยลดความผิดหวังเสียใจของพ่อแม่ลงมาได้บ้าง

ท่านอาจจะใช้เวลาบ่นเราอยู่หลายชั่วโมง แต่ก็อยากให้ฟังให้จบ พยายามอย่าเถียง หรือเดินหนีพ่อกับแม่ ไม่ว่าจะต่อว่าอย่างไร ก็อยากให้น้อมรับฟัง และขอโทษอย่างจริงใจเสมอ ไม่มีพ่อแม่คนไหนเห็นลูกตัวเองยอมสำนึกผิดและขอโทษแล้ว จะไม่ยอมให้อภัยหรอก

>> จำไว้เสมอว่า พ่อแม่โกรธ แต่ไม่เคยทิ้งเรา

ไม่มีความรักที่ไหนยิ่งใหญ่ไปเท่ากับรักของพ่อแม่ ไม่ว่าคุณจะไม่เคยเหลียวแลท่านเลย ในวันที่คุณสนุกคุณอาจจะไปกับเพื่อน ไปเที่ยวกับแฟน โดยหลงลืมความสำคัญของพ่อแม่ แต่เมื่อเวลาที่คุณต้องการท่าน ท่านก็พร้อมที่จะอยู่ข้างคุณเสมอ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะโดนบ่น โดนตี มากแค่ไหนก็ตาม อยากให้อดทนและเชื่อมั่น ในตัวพ่อแม่ และเมื่อท่านหายโกรธแล้ว คุณจะได้เพื่อนคู่คิด ที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในชีวิตคุณในยามนี้เลยล่ะ

>> ลูกยังเลี้ยงได้ ทำไมหลานอีกคนจะเลี้ยงไม่ได้

ไม่ว่าจุดเริ่มต้นของคุณจะเป็นอย่างไร คุณจะต้องโดนบ่นนานแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว คุณจะได้ยินคำนี้ออกจากปากของพ่อแม่ของคุณอย่างแน่นอน “ลูกยังเลี้ยงได้ ทำไมหลานอีกคนจะเลี้ยงไม่ได้” คุณจะได้เห็นความสตรองของพ่อแม่ ที่ไม่แคร์ด้วยซ้ำว่าผู้ชายจะเป็นใคร จะมารับเลี้ยงไหม เพราะพวกเขาจะช่วยกันเลี้ยงหลานด้วยกันเอง โดยไม่ต้องการการช่วยเหลืออะไรเลย

พวกเขาอาจจะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อหาเงินเผื่อหลานอีกคน ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น คุณควรจะเรียนรู้ และนำมาเป็นแบบอย่าง พร้อมกับรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบให้เร็วที่สุด คุณอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตั้งใจเรียนให้จบ รวมถึงช่วยหารายได้เสริม เพื่อลดภาระของท่าน ซึ่งเราเชื่อว่า คุณทำได้แน่นอน