เป็นภูมิแพ้ ตั้งครรภ์ต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

เป็นภูมิแพ้ ตั้งครรภ์ต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันมีคุณแม่ที่เป็นภูมิแพ้ ระหว่างตั้งครรภ์อยู่เป็นจำนวนมาก โดยจะมีอาการเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อยู่แล้ว ตั้งแต่แพ้อากาศ ไซนัส รวมทั้งอาจจะมีผื่นคัน ซึ่งจำเป็นต้องทานยาอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ จริงๆแล้วปัญหาของอาการภูมิแพ้ของคุณแม่นี้ไม่ได้มีผลต่อทารกในครรภ์มากนัก แต่ว่าจะมีก็ตรงยาที่คุณแม่ต้องทาน อาจจะส่งผลโดยตรงต่อทารกได้

แนะนำ>> ของใช้เด็กแรกเกิดที่ต้องเตรียม

ความปลอดภัยของการใช้ยาภูมิแพ้ของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์

จากข้อมูลขององค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ fda ได้ระบุไว้ว่า ไม่มียาประเภทไหนเลยที่จะระบุได้ว่ามีความปลอดภัยทั้งหมดสำหรับทารกในครรภ์ เนื่องจากว่าไม่มีสตรีตั้งครรภ์ ที่จะสมัครใจทดลองยาในระหว่างการตั้งครรภ์ ดังนั้น FDA จึงมีการแบ่งแยกประเภทของยา ออกไปเป็นประเภท A B C และ X

A = เป็นยาที่มีการศึกษา แล้วพบว่ามีความปลอดภัยสำหรับทารก ในการใช้ช่วง 3 เดือนแรกระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งต้องบอกว่ามียาประเภทนี้ค่อนข้างน้อยมาก

B = เป็นยาที่ได้รับการศึกษาแล้วว่ามีความปลอดภัยสำหรับสตรีตั้งครรภ์ แต่ยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์

C = เป็นยาที่ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม เมื่อได้ทำการศึกษาในสัตว์ที่มีครรภ์

X = ยาประเภทนี้มีหลักฐานชัดเจนว่ามีผลต่อความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดของทารก และไม่ควรใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์

 

ยาที่ใช้เพื่อรักษาภูมิแพ้ของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์อยู่ในประเภทไหนบ้าง

น้ำเกลือพ่นจมูก: คุณแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ระหว่างตั้งครรภ์ มักจะใช้ยาแก้แพ้หรือยาพ่นจมูกไม่ได้ผล แต่ว่า มักจะตอบสนองได้ดีกับน้ำเกลือพ่นจมูก โดยวิธีการใช้งานก็สามารถใช้ได้บ่อยตามที่ต้องการ โดยล้างจมูกครั้งละ 3 ถึง 6 ครั้ง ปล่อยทิ้งไว้ 30 วินาที แล้วค่อยพ่นออกมาทางจมูก

ยาแก้แพ้ โดยส่วนมากแล้วการใช้ยาแก้แพ้ระหว่างตั้งครรภ์ มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง โดยจัดให้ยาแก้แพ้อยู่ในกลุ่มประเภท B

ยาลดน้ำมูก (ซูโดเอฟีดรีน) กินยาลดน้ำมูก ที่มาจะได้รับการจ่ายยาอยู่ตลอดเวลาเราเป็นหวัดธรรมดา แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์แล้ว ถือว่าเป็นยาที่ไม่ควรรับประทานตัวหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้ทารกที่เกิดมามีความพิการโดยกำเนิด โดยทาง fda จัดให้ยากลุ่มนี้อยู่ในประเภท C

ยาพ่นจมูก สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นภูมิแพ้อาการหนักมาก มักจะต้องใช้ยาพ่นจมูกเพื่อรักษาอาการอักเสบของไซนัสหรือจากภูมิแพ้ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท มีประเภท B แค่เพียงตัว Rhinocort ซึ่งยาพ่นจมูกชนิดเสตียรอยด์ตัวอื่นจะจัดอยู่ในประเภท C คือไม่ควรใช้ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์


การดูแลตัวเองสำหรับคุณแม่ภูมิแพ้

1. ทำความสะอาดบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ

อาการภูมิแพ้ส่วนมากจะถูกกระตุ้นได้ง่ายจากการที่ต้องสูดสิ่งสกปรก ฝุ่นผง ดังนั้น วิธีการป้องกันอาการภูมิแพ้กำเริบได้ดีที่สุดก็คือการทำความสะอาดบ้าน และสิ่งของเครื่องใช้ให้มีความสะอาดอยู่เสมอ ควรจัดบ้านให้โล่งโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก และให้แสงตอนเช้าเข้าถึง เพื่อให้ลดความชื้นและเชื้อโรคภายในบ้าน

2. ซักเครื่องนอนเป็นประจำ

เชื้อโรคและฝุ่นผง มักอาศัยตัวอยู่ในห้องนอน ที่มีผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้านวม ผ้าห่ม ซึ่งเหล่านี้ควรทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้ก็อาจจะซื้อชุดเครื่องนอนที่ป้องกันไรฝุ่น ทั้งหมอนกันไรฝุ่น ผ้านวมกันไรฝุ่น ซึ่งก็จะช่วยลดอาการภูมิแพ้ของคุณแม่ได้ดี

3. ล้างจมูก

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกภายในจมูก ช่วยดึงเสมหะ หรือคราบสกปรกออกจากภายในจมูก ช่วยบรรเทาอาการของไซนัส และช่วยลดอาการภูมิแพ้ และที่สำคัญการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อทารกในครรภ์อีกด้วย

4. ทานผักและผลไม้ปลอดสารพิษ

ถ้าเป็นไปได้ การรับประทานผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างวิตามินซี และช่วยในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแล้ว การทานผักและผลไม้ที่ปลอดสารพิษ ก็จะบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ลงได้

5. อย่าลืมล้างแอร์

แหล่งเชื้อโรคอีกที่หนึ่งที่คนมักจะมองข้ามกันไป ก็คือเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน เพราะว่าเมื่อเรามีเชื้อโรคอยู่ในแอร์มาก อากาศทั้งหมดก็จะไหลเวียนอยู่ในห้อง ทำให้อาการภูมิแพ้ไม่ค่อยหาย เหล่านั้นแล้วในช่วงนี้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์อาจจะต้องล้างแอร์บ่อยขึ้น โดยควรล้างปริ้นเตอร์ เดือนละครั้ง และให้ช่างล้างแอร์มาล้างใหญ่อย่างน้อย 4-6 เดือน 1 ครั้ง ก็จะช่วยลดอาการภูมิแพ้ลงได้

6. หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจจะทำให้ภูมิแพ้กำเริบ

หลายคนอาจจะสังเกตตัวเองแล้วว่า เมื่อทานอาหารบางชนิด ก็จะมีอาการของภูมิแพ้กำเริบ บางคนจะมีอาการคัน มีผื่น ตุ่มขึ้น รวมทั้งแน่นจมูก แน่นหน้าอก เมื่อเวลาต่างกันก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ให้มากที่สุด สำหรับคนที่ไม่ได้แพ้อาหารอะไร ข้อควรระวังเรื่องอาหารที่อาจจะทำให้แพ้ได้ง่าย อย่างเช่นนมวัว อาหารทะเลที่ผ่านการหมักดอง เช่น ปลาอินทรีย์เค็ม ปลาช่อนตากแห้ง เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมที่สูง และอาจจะก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ด้วย