เมื่อรู้ว่าท้อง ควรทําอย่างไร

เมื่อรู้ว่าท้องควรทำอย่างไร

เมื่อรู้ว่าท้อง นอกจากจะต้องบอกข่าวนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ทราบแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการเตรียมตัวเมื่อตั้งครรภ์ โดยเมื่อรู้ตัวว่าท้อง ก็จะมีข้อปฏิบัติต่างๆที่ควรทำ ดังนี้

1. ไปฝากครรภ์

การฝากครรภ์ไม่จำเป็นต้องรอให้ผ่านไปหลายเดือนก่อน แล้วค่อยไปฝาก ให้คุณมองหาโรงพยาบาลที่ไว้ใจ แล้วเริ่มไปฝากครรภ์ได้เลย ถ้าแฟนคุณพร้อมที่จะไปด้วย ก็ควรจะพาเขาไปด้วย เพราะอาจจะต้องมีการตรวจเลือด ซึ่งตรงนี้ คุณหมอจะเป็นผู้ตัดสินใจอีกทีหนึ่ง

การฝากครรภ์จะทำให้คุณแม่อยู่ในความดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด แล้วจะได้รับคำแนะนำที่จำเป็นต่างๆ และการปฏิบัติตัวต่างๆที่ควรทำ และจะมีการตรวจเช็คสุขภาพของคุณแม่ เพื่อตรวจดูว่ามีโรคประจำตัวใดๆหรือไม่ เพื่อการดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งในช่วงประมาณ 6 เดือนแรก ความถี่ในการนัดตรวจของคุณหมอก็จะประมาณเดือนละครั้ง และจะค่อย ๆ นัดถี่ขึ้น เมื่อใกล้คลอดก็จะพบกับคุณหมอทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเลยล่ะค่ะ

2. เสริมวิตามิน

สำหรับคุณแม่ที่ได้ไปฝากครรภ์กับคุณหมอเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับคำแนะนำต่างๆ รวมถึงในเรื่องวิตามินที่ควรเสริม โดยเฉพาะ “โฟลิก” ที่เป็นกรดสำคัญ ที่ช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีความพิการตั้งแต่กำเนิด ทั้งในส่วนของอวัยวะและระบบทางเดินปัสสาวะ และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิดได้อีกด้วย แต่ถึงแม้โฟลิคจะเป็นอาหารเสริมที่จำเป็นขนาดไหนก็ตาม แต่การกินมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อเด็กในท้องได้ ดังนั้นจึงควรไปฝากครรภ์ และให้คุณหมอสูตินรีแพทย์ เป็นผู้แนะนำการทาน ก็จะเป็นการดีที่สุด

3. เลิกดื่มแอลกอฮฮล์ และลด/เลิกการดื่มคาเฟอีน

คนท้องกินเหล้าได้ไหม คงจะไม่มีอะไรที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีไปกว่า กฎข้อห้ามของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ของประเทศอังกฤษ ที่มีการออกข้อห้าม ไม่ให้สตรีท้องอ่อน โดยเฉพาะ 1 ถึง 3 เดือนแรก ดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด (จากประกาศก่อนหน้าที่อนุญาตให้ดื่มไวน์ได้อาทิตย์ละไม่เกิน 2 แก้ว) แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าเรายังขืนกระดกเหล้าเข้าไปบ่อย ๆ ก็คงจะดูใจร้ายกับลูกในท้องน่าดู จริงไหมล่ะคะ

คนท้องสามารถดื่มกาแฟได้ไหม คำตอบก็คือ “ได้ แต่ไม่ให้เยอะ” โดยควรจำกัดปริมาณของคาเฟอีนไม่ให้เกินวันละ 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือถ้าเทียบเป็นแก้วก็อยู่ประมาณวันละ 1-2 แก้ว ไม่ควรจะดื่มมากเกินไปกว่านั้น เนื่องจากว่า สารกาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟ  สามารถถ่ายทอดผ่านสายรกเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ซึ่งการดื่มคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ และมีความเสี่ยงต่อการแท้งและคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น

4. ทำตัวเป็นคนท้องที่มีความสุข

แม้ว่าคุณจะมีความทุกข์ขนาดไหนก็ตาม ให้พยายามตัดมันออกจากสมอง และมองโลกในแง่ดีให้มากที่สุดใน 9 เดือนนี้ เพราะความเครียดหรือความทุกข์ของคุณแม่ จะทำให้สารเคมีและฮอร์โมนต่างๆที่เกิดจากความเครียดหลั่งออกมามาก ส่งผลให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกและรก มีการหดตัว ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ส่งไปถึงลูกในครรภ์ มีปริมาณลดน้อยลง และอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทารกมากมาย ทั้งเรื่องแท้ง เจริญเติบโตช้า ในระยะยาวอาจจะทำให้ลูกเป็นคนที่มีอารมณ์ซึมเศร้า และอาจมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ในอนาคตได้

5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

“คนท้องไม่ใช่คนป่วย แล้วยังต้องการการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย” คุณแม่มือใหม่หลายๆคน ไม่กล้าที่จะออกกำลังกายเพราะเป็นห่วงลูกในท้องมาก บางคนก็บอกว่าไม่ควรเลย แต่จริงๆแล้ว ในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปจนถึงระดับนี้แล้ว มีการพิสูจน์มากมาย ที่ยืนยันว่า ถึงแม้ท้องอยู่ก็ควรจะออกกำลังกาย และเป็นสิ่งที่ดีมากเสียด้วย เพราะจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตต่างๆในร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอาการปวดเมื่อย ช่วยลดตะคริว อีกทั้งยังช่วยให้การคลอดเป็นไปโดยง่าย และถึงแม้จะเป็นการผ่าคลอด คุณแม่ก็จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย

แต่ทั้งนี้ ในการออกกำลังกายก็จะมีประเภทของการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น การเล่นโยคะ การเดิน การแอโรบิคในน้ำ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอยู่กับที่ การบริหารแบบยืดเส้น ฯ